Venuss's profile[v]*[v]*[v]*[v]*[v]PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    November 12

    สามวันกับค่ายแสนสนุก

    เรื่องมันมีอยู่ว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
    เค้าโชคดี(รึเปล่า)ที่มีโอกาสไปเข้าค่ายพัฒนา(ไอคิว)ของคณะสังคมศาสตร์
    ซึ่งก็มีนิสิตป.2ไม่ใช่สิต้องปี2ต่างหากไปประมาณ 103 คน
    บรรยากาศทั่วๆไปในการไปค่ายครั้งนี้ ในความคิดเห็นของเรานะ
     เราว่าน่าเบื่อมาก กิจกรรม ออกแนวแป้กๆอ่ะ เหมือนประมาณว่าเข้าค่ายลูกเสือสำรองอารายปามานน้านเลย
     จิงๆนะ ลองถามเพื่อนๆที่ได้ไปดูก็ได้
    แต่เนื่องด้วย ความสามารถส่วนบุคคลหรือความผิดปกติทางสมองก็มิทราบได้
    พวกเรา (วี แซน จอย โฮม หนิง โบว์ เน ส้ม แก้ม) ก็ได้สร้างจินตนาการอันสุดแสนจะบรรเจิด
    ช่วยคลายเครียดให้เพื่อนๆ โดยเสนอตัวกันเป็นดาราละครดัง
    จนเป็นที่รู้จักของชาวค่ายในนาม น้องอั้มแอนด์เดอะแก๊งค์
    ทำให้เพื่อนๆและอาจารย์เกือบตัดสินใจเลิกดูละครกันไปเลยทีเดียว
    เราก็ไม่รู้ว่าเพื่อนๆปลื้มมั้ยกับความบ้าบอของน้องอั้มแอนด์เดอะแก๊งค์
    แต่เราก็ภูมิใจนะที่เราได้แจ้งเกิดในการเป็นหัวรถไฟ ปู๊น ปู๊น กะโฮมเหอๆ
     เราก็ขอยืนยันไว้ ณ ที่นี้เลยว่า
     จริงๆเราเป็นคนเรียบร้อยนะ แต่เราว่าสิ่งที่ทำให้เราผิดปกติอ่ะ ก็คืออาหารที่ค่ายมากกว่า
    จิงๆนะ เค้าคงแอบใส่กัญชาเข้าไปเราถึงได้คึกเกินขนาดซะอย่างนั้น
     ทำให้ภาพพจน์เด็กเรียนของเราพังทลายไปเลยที่เดียว อิอิ
     
    ป.ล.
    เพื่อนๆหลายๆคนคงงงละซิว่าเราคุยโทรศัพท์กะใคร อยากรู้หรอ ไม่บอกหรอก
    เพื่อนๆ ใครรู้บ้างว่า ผีหัวเตียงกับเกย์ระเบิดส้วมเป็นใครอ่ะ บอกเราหน่อยจิ
    อ่อ ขอขอบคุณ เอกดับโลก(บัดดี้เราเอง)ที่เอื้อเฟื้อ เป๊บซี่เย็นๆหนึ่งกระป๋องนะคร้าบ
    ( 225 ไม่ ไม่ ม่ายยยยยยย เชิญครับ เชิญครับ เชิญ คร้าบบบบบบบบบบบ น่ากัวมากมายอ่ะ เราเกือบวิ่งหนีแล้วรู้ป่าว เสียงดังเวอร์จริงๆ )
     
    November 04

    คนแรกของชั้น อิอิ

    สายฝนที่หล่นพรำ
    ตอกย้ำให้น้ำตาเจ้ากรรมไหลอาบแก้มอีกครั้ง...
    ข้างกายของหล่อนคือชายหนุ่มร่างกำยำ
    นอนหลับสนิทเหมือนไร้ชีวิต
    สิ่งที่บ่งบอกได้ว่าเขายังหายใจอยู่
    คือแผ่นอกที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจะงหวะของลมหายใจ....
    นี่เธอกำลังร้องให้เหรอ? ร้องให้เพราะอะไร ? เสียใจเหรอ?   เปล่า...

    เธอดีใจต่างหากแผ่นภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ เริ่มผ่านเข้ามาทีละนิด
    จากภาพที่เลือนลางเหมือนความฝัน
    ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น...แสงไฟวูบวาบตามจังหวะดนตรีที่เร้าใจ
    เธอนั่งอยู่คนเดียวที่หน้า
    เคาน์เตอร์จำหน่ายเครื่องดื่ม ของผับแห่งหนึ่ง
    ย่านพัฒนาการ" ถ้าไม่รังเกียจ ขอผมเลี้ยงเครื่องดื่มนะครับ" เสียงนุ่มๆ
    ดังขึ้นที่ด้านหลังของเธอ....

    เมื่อหันไปก็พบกับชายหนุ่มหน้าตาดี ส่งยิ้มให้อยู่
    เมื่อสบตากันเลือดสาวในกายเธอถึงกับฉีดพล่าน
    ....." ดะ..ดะ..ได้สิคะ เชิญนั่งค่ะ"
    เธอตะลึงจนเอ่ยปากเชิญเขานั่งอย่างไม่รู้ตัว...
    "มาคนเดียวเหรอครับ?" เขาเริ่มบทสนทนาอย่างง่ายๆ...........
    "อ๋อ เฉพาะวันนี้ค่ะ ปกติเพื่อนมาด้วย.."เธอตอบ..
    "แล้ววันนี้เพื่อนไปไหนครับ?"...
    "ไปกับแฟนค่ะ"...
    " ชื่ออะไรครับ?"...
    "ชื่อ อาย ค่ะ"
    "ผม ภูริ ครับ เรียกภูเฉย ๆ ก็ได้ ยินดีที่รู้จักครับ"
    เค้ายื่นมือออกมา..
    " เช่นกันค่ะ" เธอยื่นมือไปทักทาย
    ทันทีที่มือของเขาและเธอสัมผัส
    กันเลือดในกายเธอเริ่มฉีดพล่านอีกครั้งนึง..........
    นี่หรือเลือดสาวรุ่น?...
    การสนทนาดำเนินไปอย่างออกรสชาติ
    เขาและเธอคุยกันเหมือนรู้จักกัน
    มานานแสนนานเครื่องดื่มแก้วแล้วแก้วเล่าผ่านไป...
    ฤทธิ์ของแอลกอออร์บวกกับเลือดในกายเธอ
    ทำให้แก้มที่อวบอิ่มของเธอเป็นสีแดงระเรื่อ
    ...........

    จนถึงเวลา
    ตีสอง...ก็ถึงเวลาต้องกลับ...
    เขาอาสาจะไปส่งเธอที่คอนโดแถวสวนหลวงซึ่งเธอก็ไม่ปฏิเสธ...
    ตอนนั้นเธอเองก็มีอาการมึนๆ เดินไม่ค่อยตรงทาง
    ต้องให้เขาคอยประคองตลอดเวลา
    ...........

    เมื่อถึงคอนโดเขาประคองเธอขึ้นไปส่งถึงห้อง
    เธอจำได้ลางเลือนว่าได้ยินเสียงปิดประตูห้อง
    แต่ไม่มีเสียงเดินออกไป...
    ถึงตอนนี้เธอรู้แล้วว่ามันจะจบลงอย่างไร
    แต่ก็ยังไม่วายตื่นเต้นอยู่ดี................
    เขาตื่นแล้ว นอนอมยิ้มมองเธออยู่....
    "ร้องให้ทำไมครับ เสียใจเหรอ?"...
    ฉันหันมาสบตาเขาช้าๆ พร้อมกับส่งยิ้มให้ แล้วตอบว่า ....

    "ไม่ได้เสียใจหรอกค่ะ ดีใจต่างหาก ตั้งแต่แปลงเพศมา
    คุณเป็นผู้ชายคนแรกที่ไม่รู้.... คนอื่นๆ รู้ก่อนทุกทีเลย.........."  ถ้าเจอแบบนี้จาช็อกกันมั้ย เหอๆๆๆๆๆ
    November 03

    อ่านแล้วอย่าร้องไห้นะ

     
    พี่-น้อง
     
     
     
    ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน
    แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ 
    ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี
    วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อ
    เพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ ของฉันมีกัน 

    เมื่อพ่อรู้ว่าเงินของพ่อหายไป 
    พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน 
    "
    ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด 
    ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน 
    พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า
     " ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพ ก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ"
     
    พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น
    ทันใดนั้น
     น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้  แล้วพูดว่า
     "
    ผมขโมยเองครับ" 
    ก้านไม้ไผ่ในมือพ่อก้านนั้นกระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง
    พ่อโกรธมากตีน้องของฉันไม่หยุด จนหอบด้วยความเหนื่อย 
    พ่อนั่งลงบนเก้าอี้ และด่าว่าน้องชายของฉัน 
    "
    ของคนในบ้านแกเองแกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก แกน่าจะโดนตีให้ตายเจ้าหัวขโมย"
    คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้  หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด
    แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย
    กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก

    น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า 
    "
    พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว"

    ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้  ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ
    หลายปีผ่านไป  แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง

    ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย 
    ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี... 

    เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น

    ขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน 
    ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย 
    ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน

    คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน 
    ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า "ลูกเราทั้งคู่เรียนดี 
    เรียนดีมากด้วยนะ"
    แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า 
    "
    แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไร  ในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน" 

    ทันใดนั้น
    น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า 
    "
    ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว"
     
    พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่
     
    "
    ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้ 
     ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน  พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้" 
    คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ ทั่วทั้งหมู่บ้าน  เพื่อขอยืมเงิน

     ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า
    ต้องให้น้องได้เรียนต่อ
    ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้

    แต่ในขณะเดียวกัน  ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้ 
    ใครจะรู้ได้ ... วันต่อมาในตอนเช้ามืด 
    น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น
    และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว

    ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน ขณะฉันกำลังหลับ 
    "
    พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ....

    ผมจะไปหางานทำ แล้วจะส่งเงินมาให้พี่"

    ฉันนั่งอยู่บนเตียง  อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า ...
    ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป
    ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี .

     ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน 
    รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงาน
    เป็นกรรมกรแบกหามที่  ไซท์ก่อสร้าง .... 
    ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3
     วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก

    เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า
     "มีชาวบ้านมาหาเธอ อยู่ข้างนอกแน่ะ" 

    ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ???
     ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่

    ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง 

    ฉันถามเขาว่า  " ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ"

    น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า "ก็ดูผมสิ สกปรกมอมแมมออกอย่างนี้
    ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี"

    ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ 
    "
    พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"

    จากนั้น
    น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง
    เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ เขาติดกิ๊บให้ฉัน แล้วพูดว่า
     "
    ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"
    ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด
     
    ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน
    ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี . 
    วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก
     
    ฉันสังเกตเห็นว่า
    หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว

     เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก

    หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า 
    "
    แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก
    เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"

     แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า
    " แม่ไม่ได้จ้างหรอกน้องชายลูกต่างหาก วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน  ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ  น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ" 

    ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา

    ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ 

    "เจ็บมากไหม"  ฉันถาม 
    "
    ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด
    แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ
    และ..."
    น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด
    เพราะฉันหันหน้าหนีเขา  น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง
    ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...

    หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง
     หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน 
    ... 
    แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ
     

    ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง 
     แต่เมื่อออกไปแล้ว ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี
    จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม
    น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป 

    เขาบอกกับฉันว่า
    "พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะ  ผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง" 

    สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว
    เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท 
     แต่
    น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้ เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา
    วันหนึ่ง
    น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิลและตกลงมาเพราะโดนไฟดูด 
    เขาถูกหามส่งโรงพยาบาล 
    ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล  น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา 
    ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า

    > "
    ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!!
    ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆ อย่างนี้ 
    ดูตัวเองซิ  เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง" 

    คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา
    "
    พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน  ส่วนผมมันการศึกษาต่ำ
    ถ้าผมได้เป็นผู้จัดการคงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด"
     
    น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย .. 
     ฉันบอกกับน้องว่า  " แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..." 
    "
    ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ" 
    น้องชายของฉันจับมือฉันไว้ 
    ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...
    เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี 
    เขาได้แต่งงานกับสาวชาวนาในหมู่บ้านเดียวกัน

    ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า 
    "
    ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้"
    น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล
    "พี่สาวของผมครับ" .. 
    และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้ 

    "
    ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง
    เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2ชม. เพื่อเดินไปเรียน และเดินกลับบ้าน
    วันหนึ่งผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง  พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง
     และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล
    เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว
    >
    เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ ...
    นับจากวันนั้น  ผมสาบานกับตัวเอง 
    ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี และจะทำดีกับเธอ"
    เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน
    คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก ...
     "ในโลกใบนี้ คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ" 
    ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้  น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...

     จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ
    วันในชีวิตของคุณและเขา
    คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ
    แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง ... ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ
    พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน 

    หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม 
     
    November 01

    ห่วงใย นะจ๊ะ

    สองสามวันก่อน แม่ป่วย
    ผู้หญิงใจแข็งคนนั้น ยืนกรานว่าจะไม่ไปโรงพยาบาลโดยเด็ดขาด
    เธอกินยาจีน พักผ่อนอยู่บ้าน เสียงบ่นของแม่หายไป กลับมีเสียงของใครอีกคนขึ้นมาแทน
    เสียงของพ่อ ปกติลูกๆทุกคนลงความเห็นว่า...ดุและเงียบขรึม
     แต่วันนี้พ่อกลายเป็นผู้ชายขี้บ่นไปซะแล้ว พ่อบ่นทั้งวัน เรื่องที่บ่นก็มีอยู่เรื่องเดียว...บ่นแม่
    เพราะแม่ไม่ยอมไปหาหมอ
    แต่...คนขี้บ่นนี่แหละที่ไปปรึกษาเภสัชกรที่ร้านขายยา ซื้อยาอมแก้เจ็บคอ และยาแก้ไข้ที่แม่ใช้ประจำมาวางไว้ข้างเตียง
    พ่อ...ที่ปกติชอบออกไปหากับข้าวแปลกๆข้องนอกกินเป็นกิจวัตร บ่นว่าเบื่อกินข้าวที่บ้าน
    แต่...พ่อก็สั่งฉันไปซื้อกับข้าวที่ร้านโปรดมากินที่บ้าน...เพียงเพราะไม่อยากให้แม่อยู่บ้านคนเดียว
     แม่แตะกับข้าวได้คำเดียว...เอาใจพ่อ
    ทั้งๆที่ฉันก็ว่ากับข้าวอร่อยดี แต่พ่อกลับว่า...วันนี้เชฟฝีมือตก ทำไม่อร่อย...เลยไม่ถูกปากแม่
    แล้ววันนี้ แม่อาการดีขึ้น ลุกขึ้นมาเดินเหินได้นิดหน่อย บ่นอยากกินแครกเกอร์กับโกโก้ร้อน
    แต่ของแห้งที่บ้านหมด รวมทั้งแครกเกอร์ยี่ห้อโปรดด้วย
    พ่อ...ผู้ชายที่แสดงออกตลอดเวลา...ว่าเกลียดการเดินซุปเปอร์มาร์เก็ต
    บอกลูกๆว่าน้ำส้มของพ่อหมด ไปซื้อกันเถอะ
    พวกเราอมยิ้ม ผู้ชายปากแข็ง...จะบอกว่าไปซื้อของให้แม่ก็ไม่ได้ ต้องอ้างอย่างโน้นอย่างเงี้ย
    แต่...แค่ย่างเท้าเข้าห้างสรรพสินค้า คนจะเดินซื้อน้ำส้มกลับเดินหาแครกเกอร์
    เฮ้อ....พ่อมีโรคประจำตัว...โรคหัวใจ พ่อต้องเดินช้าๆ เพราะไม่อยากให้หัวใจทำงานหนักจนเกินไป
    แต่ในซุปเปอร์มาร์เก็ตวันนี้ พ่อเดินเข้าช่องโน้น ออกช่องนี้
    และเพื่อให้แม่กินได้แต่ข้าวต้ม
    พ่อกวาดมาทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น เครื่องข้าวต้ม...ทั้งผักดอง...ผักกระป๋อง
    พ่อหยิบทุกขวดทุกกระป๋องมาอ่าน...หายี่ห้อที่แม่ชอบ
    ความจริงจะสั่งฉันไปหาซื้อน่าจะง่ายกว่านะ
    แต่พ่อเลือกที่จะทำเอง เพราะพ่อเลือกของเหล่านั้น...ด้วยความรัก
    ฉันทำได้แค่เข็นรถตาม
    แต่แค่นี้ก็ยากแล้วนะ เพราะเข็นตามไม่ทันสักที
     ถ้าเทียบกับใจที่ไปถึงชั้นวางผักดองเรียบร้อยแล้วของผู้ชายตรงหน้า หลังที่เริ่มคุ้มงอตามวัยของพ่อนำอยู่ข้างหน้าลิ่วๆ
    ตาของพ่อ...ที่มีไว้มองผู้หญิงคนเดียวในชีวิต มองหาแต่สรรพสิ่งที่เหมาะกับแม่
    ณ วินาทีนั้น ฉันอิจฉา...ฉันอิจฉาผู้หญิงที่นอนป่วยอยู่ที่บ้าน อิจฉาแม่ตัวเอง
    เพราะพ่อที่ลูกๆคุ้นเคย คือผู้ชายที่ไม่เคยแคร์ใคร
    กับลูกๆ...เรารู้...พ่อรัก เพราะพ่อแสดงออกกับเราเสมอ
    หากกับแม่...พวกเราเพิ่งรู้...พ่อห่วงแม่มากมาย
    คงเพราะปกติเราเห็นแต่แม่คอยดูแลพ่อ โรคประจำตัวพ่อเยอะแยะนี่นา
    แม่...ซึ่งเป็นผู้หญิงที่แข็งแรง อึด...ในสายตาของพวกเรา
    ยามเมื่อได้รับการดูแลจากพ่อ ดูเหมือนจะซึ้งไม่ต่างจากเรา
     คนเราซึ่งร่วมทุกข์ ร่วมสุขกันมาตลอดยี่สิบห้าปี ดูแลกันและกันในยามป่วยไข้ คงไม่มีอะไรชื่นใจไปกว่านี้แล้วมั้ง
    ฉันหันมามองรอบตัว สักวันข้างหน้า...ยามเมื่อชีวิตได้ผ่านวันเวลา ทั้งความสุข ความทุกข์ ความโศก
    จะมีใครสักคนมั้ย...ที่ยืนข้างๆฉัน ดูแล...ยามที่ฉันป่วยไข้
     จะมีสักคนมั้ย...ที่จำได้ กับแค่แครกเกอร์ยี่ห้อโปรดของฉัน
    จะมีสักคนมั้ย...ที่ยอมเดินฝ่าฝูงคนพลุกพล่านที่ตัวเองแสนเกลียด เพียงเพื่อเครื่องกระป๋อง
    เพียงแค่อยากจะเลือกสรรแต่สิ่งดีๆเพื่อคนอันเป็นที่รัก
    จะมีใครสักคนมั้ย...ที่ส่งยาอมแก้เจ็บคอให้ฉัน พร้อมกับบอกว่า
    "คราวก่อนเจ็บคอ กินแล้วหาย นี่ยังเหลือ เอาไปกินสิ"
    ทั้งที่ยามอมหลอดนั้นมันยังไม่ได้แกะ!!!

     

    อ่านแล้วซึ้งมากเลย ถ้ามีคนมาดูแลอย่างนี้ได้จริงๆนะ วิเศษไปเลยหล่ะ 

    ชอบตรงยาอมแก้เจ็บคออ่ะ น่ารักดี